ทำไมองค์กรยุคใหม่ต้องเลือก Next-Generation Firewall อย่าง FortiGate
8 ใน 10 ขององค์กรขนาดกลางที่ผมเข้าไปดูแลระบบ network ให้ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา มักจะเจอภัยคุกคามไซเบอร์ที่แฝงมากับไฟล์แนบในอีเมลหรือแรนซอมแวร์ (Ransomware) โดยที่ทีม IT เดิมไม่เคยรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะพนักงานประมาทอย่างเดียวครับ แต่เป็นเพราะอุปกรณ์ Router หรือ Firewall รุ่นเก่าแบบ Stateful Firewall ที่ใช้อยู่ ทำได้แค่กรอง IP Address และ Port Number แต่ไม่สามารถสแกนลึกเข้าไปในเนื้อข้อมูลที่ส่งผ่านโปรโตคอล HTTPS ได้เลย
เมื่อภัยคุกคามในปัจจุบันก้าวไปไกลเกินกว่าระดับพอร์ตเชื่อมต่อ การพึ่งพาอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยแบบเดิมจึงเหมือนการเปิดประตูบ้านทิ้งไว้แล้วหวังว่ามิจฉาชีพจะไม่เดินเข้ามา นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมและทีมงาน SIAM-LOGIN มักจะแนะนำให้ลูกค้ายกรับระดับระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่ายไปสู่ Next-Generation Firewall และแบรนด์ที่ผมเลือกใช้งานเป็นหลักในโครงการ Enterprise ก็คือ Fortinet FortiGate ครับ
ความแตกต่างระหว่าง Traditional Firewall กับ Next-Generation Firewall
หลายคนมักถามผมว่า Router ที่เปิดฟังก์ชัน Firewall อยู่แล้วยังไม่พออีกหรือ? ตอบแบบตรงไปตรงมาคือ ไม่พอครับสำหรับการทำงานในยุคปัจจุบัน Traditional Firewall มองเห็นข้อมูลเพียงแค่ภายนอกซองจดหมาย (Layer 3 และ Layer 4) รู้เพียงแค่ว่าส่งมาจากไหนและกำลังจะไปที่ไหน แต่ Next-Generation Firewall หรือ NGFW สามารถเปิดอ่านเนื้อหาข้างในซองจดหมายได้ถึง Layer 7 (Application Layer)
จากกรอบการทำงานแบบเดิม สู่การตรวจสอบระดับ Application
- Stateful Inspection (แบบเดิม): ตรวจสอบเฉพาะ Source IP, Destination IP, Port เช่น อนุญาตให้ผ่านพอร์ต 80 (HTTP) หรือ 443 (HTTPS) เท่านั้น โดยไม่รู้เลยว่ามัลแวร์ซ่อนอยู่ในทราฟฟิกนั้นหรือไม่
- Next-Generation Firewall (ยุคใหม่): ตรวจสอบลึกถึงพฤติกรรมแอปพลิเคชัน สามารถระบุได้ว่าทราฟฟิก HTTPS นั้นคือการคุยงานผ่าน LINE การโหลดไฟล์จาก Google Drive หรือเป็นสายสัญญาณย้อนกลับของ Hacker (Command & Control)
4 เหตุผลสำคัญที่ Fortinet FortiGate โดดเด่นในตลาด Enterprise
ตลอดการทำงานในสาย Network Infrastructure ผมได้ทดสอบระบบรักษาความปลอดภัยหลากหลายแบรนด์ แต่เหตุผลที่ Fortinet FortiGate กลายเป็นตัวเลือกอันดับแรกในใจผมและองค์กรส่วนใหญ่ มีดังนี้ครับ
1. ประสิทธิภาพจากชิปประมวลผลพิเศษ ASIC (SPU)
Firewalls ทั่วไปมักใช้ CPU สถาปัตยกรรม X86 ในการประมวลผลฟีเจอร์ความปลอดภัยทั้งหมด ซึ่งเมื่อเปิดสแกนไวรัสหรือตรวจสอบทราฟฟิกเชิงลึก สปีดของเครือข่ายจะดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ FortiGate ถูกออกแบบมาพร้อมชิปประมวลผลเฉพาะทางอย่าง SoC (System-on-a-Chip) และ NPU (Network Processor) ซึ่งช่วยเร่งความเร็วในการตรวจจับภัยคุกคามโดยไม่ทำให้การรับส่งข้อมูลขององค์กรช้าลงเลย
2. การแกะรหัสข้อมูล HTTPS ด้วย SSL Inspection
ปัจจุบันทราฟฟิกบนอินเทอร์เน็ตมากกว่า 90% ถูกเข้ารหัสด้วย SSL/TLS ถ้าเราไม่มีเทคโนโลยี SSL Inspection อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยก็เปรียบเหมือนตาบอด FortiGate มีความสามารถในการแกะรหัสข้อมูล ตรวจสอบไวรัสหรือแรนซอมแวร์ แล้วทำการเข้ารหัสส่งต่อให้อย่างปลอดภัย ทำให้มัลแวร์ไม่สามารถซ่อนตัวมากับโปรโตคอล HTTPS ได้อีกต่อไป
3. ระบบ IPS และ Web Filtering อัปเดตเรียลไทม์จาก FortiGuard Labs
หัวใจสำคัญของ Cybersecurity คือข้อมูลภัยคุกคามที่ทันสมัย FortiGate ทำงานร่วมกับฐานข้อมูล Threat Intelligence ของ FortiGuard Labs ที่คอยอัปเดตฐานข้อมูลมัลแวร์ ช่องโหว่ใหม่ๆ และฟิชชิ่งเว็บไซต์ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบ IPS (Intrusion Prevention System) ที่ช่วยยับยั้งการโจมตีทางเครือข่ายก่อนจะถึงเซิร์ฟเวอร์สำคัญของคุณ
4. รวม Secure SD-WAN ในตัว ช่วยลดค่าใช้จ่ายองค์กร
นี่คือจุดเด่นที่คุ้มค่ามากสำหรับองค์กรที่มีหลายสาขา FortiGate มาพร้อมฟังก์ชัน SD-WAN ในตัว ช่วยให้เราสามารถรวมสายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงราคาประหยัดหลายๆ เส้น มาทำ Load Balance และสลับสายอัตโนมัติเมื่อสายหลักมีปัญหา โดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ SD-WAN แยกต่างหาก ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายระบบสื่อสารลงได้มหาศาล
ประสบการณ์จริงจากการติดตั้ง FortiGate ในองค์กรลูกค้า SIAM-LOGIN
มีเคสหนึ่งของลูกค้าองค์กรขนาด 300 คนที่ผมเข้าไปดูแล เดิมทีพวกเขาใช้ Router ธรรมดาในการกระจายทราฟฟิก ปัญหาคือพนักงานมักจะถูกโจมตีด้วยอีเมลฟิชชิ่งจนเครื่องติดไวรัสและกระจายไปยัง Network Share เสมอ นอกเหนือจากนั้น เวลาทำงานช่วงบ่าย อินเทอร์เน็ตมักจะอืดจนทำงานไม่ได้เพราะไม่มีการควบคุม bandwidth ตามแอปพลิเคชัน
หลังจากทีมงาน SIAM-LOGIN เข้าไปปรับโครงสร้าง network ใหม่ โดยนำ Fortinet FortiGate เข้าไปวางตรงขอบเขตเครือข่าย (Perimeter Security) พร้อมวางนโยบาย Web Filtering, สแกน Antivirus ระดับ gateway และเปิดใช้งาน Zero Trust Network Access (ZTNA) สำหรับพนักงานที่ทำงานจากภายนอก ผลลัพธ์คือเหตุการณ์มัลแวร์ระบาดในออฟฟิศลดลงจนเหลือศูนย์ภายในเดือนแรก และประสิทธิภาพอินเทอร์เน็ตขององค์กรกลับมาทำงานได้อย่างราบรื่น 100%
สรุป: การลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ
การลงทุนใน Next-Generation Firewall อย่าง Fortinet FortiGate ไม่ใช่เรื่องของการจ่ายเงินซื้ออุปกรณ์ไอทีราคาแพง แต่เป็นการซื้อความคุ้มครองและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) โดนแรนซอมแวร์ล็อกไฟล์เพียงครั้งเดียว ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจสูงกว่าราคาค่าอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยหลายเท่าตัวครับ
หากองค์กรของคุณกำลังเผชิญปัญหาเน็ตอืด สแกนหาสายเหตุไม่เจอ หรือต้องการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระบบเครือข่ายให้พร้อมรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ สามารถติดต่อปรึกษาทีมงาน SIAM-LOGIN ได้ครับ ผมและทีมวิศวกรยินดีช่วยประเมินและออกแบบโครงสร้างระบบ network ที่เหมาะสมกับงบประมาณและสเกลการใช้งานของคุณครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้ (FAQ)
Q: Traditional Firewall ต่างจาก Next-Generation Firewall อย่างไร?
Traditional Firewall ตรวจสอบเฉพาะ IP และ Port (Layer 3-4) แต่ Next-Generation Firewall (NGFW) สามารถตรวจสอบถึงระดับ Application (Layer 7) รวมถึงมีฟีเจอร์สแกนไวรัส ระบบ IPS และ SSL Inspection ในตัว
Q: ทำไมต้องเปิดใช้งาน SSL Inspection บน FortiGate?
เพราะทราฟฟิกบนอินเทอร์เน็ตกว่า 90% เป็น HTTPS ที่ถูกเข้ารหัส หากไม่เปิด SSL Inspection อุปกรณ์จะไม่สามารถสแกนหาไฟล์มัลแวร์หรือไวรัสที่ซ่อนมากับโปรโตคอลนี้ได้เลย
Q: Fortinet FortiGate เหมาะกับองค์กรขนาดไหนบ้าง?
FortiGate มีรุ่นรองรับตั้งแต่ธุรกิจ SME ขนาดเล็ก (เช่น FortiGate 40F/60F) ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ระดับ Enterprise และ Data Center รองรับการปรับสเกลตามความต้องการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น
ต้องการความช่วยเหลือหรือจ้างวางระบบ Network?
ทีมวิศวกร SIAM-LOGIN ยินดีให้คำปรึกษา ออกแบบระบบ และจัดส่งทีมเข้าติดตั้งหน้างาน